เยี่ยมชมสัญลักษณ์เมืองกระบี่เขาขนาบน้ำ

ถ้าพูดถึงสัญลักษณ์ของเมืองกระบี่นั้น คงไม่มีใครที่จะไม่รู้ว่าคือภูเขาสองลูกที่ตั้งคู่กันที่ขนาบแม่น้ำกระบี่อยู่ด้านหน้าของของตัวเมืองกระบี่ บนเขานั้นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่รอให้นักท่องเที่ยวที่มากระบี่ได้ขึ้นไปเที่ยวกันด้วยไม่ใช่เพียงแต่แค่ได้มองจากไกลๆเนื่องจากอยู่ทางด้านหน้าเมืองใครที่ผ่านไปผ่านมาก็จะมองเห็นภูเขาสองลูกนี้ก่อนจึงถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกระบี่

โบราณสถานสำคัญวัดถ้ำคูหาสวรรค์

    ถ้ำคูหาสวรรค์นั้น  มีที่ตั้งอยู่ในวัดคูหาสวรรค์เป็นถ้ำที่พระมหากษัตริย์ทรงเสด็จมาประพาสตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจนถึงรัชกาลที่9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เพราะแต่ละพระองค์ที่ทรงเสด็จมาประพาสนั้น

บุกบ้านเงาะป่าซาไก

หมู่บ้านซาไก ตั้งอยู่ที่อำเภอเบตงจังหวัดยะลาเป็นหมู่บ้านที่รวบรวมชาวเผาซาไกไว้เกือบทั้งหมดปัจจุบันนั้นชาวซาไกเริ่มกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมซาไกที่ยังคงตำรงชีวิตแบบดั่งเดิมนั้นเริ่มเหลือน้อยลงบ้างก็ออกมาใช้ชีวิตภายนอกเฉกเช่นเดียวกับคนทั่วไปทำงานมีครอบครัวไม่ได้หาของป่าล่าสัตว์เหมือนสมัยก่อนแล้ว

บาร์น้ำแข็งแห่งสมุย

ถ้าพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืนทั้งผับและบาร์ทุกที่ล้วนแล้วแต่มีความคล้ายคลึงกันไม่ค่อยแตกต่างกันซักเท่าไหร่ มีโต๊ะไว้ให้นั่งดื่มกินมีเสียงดนตรีที่คอยเปิดหรือเล่นสดเพื่อขับกล่อมผู้ท่าใช้บริการแต่หากว่ามีตัวเลือกใหม่ที่ทำให้การเที่ยวผับบาร์มีสีสันขึ้นคุณคิดว่าคุณอยากที่จะลองไปดูบ้างไหมซักครั้งหนึ่ง

ถ้ำวังพระยาพิชัย จังหวัดตรัง

ถ้ำวังพระยาพิชัยแห่งจังหวัดตรัง เป็นถ้ำที่มีประวัติความเป็นมาที่เล่าสืบขานกันมาเป็นระยะเวลายาวนานปัจจุบันนั้นเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติมีบรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาชนิดเงียบสงบ ผู้คนโดยทั่วไปนั้นยังไม่ค่อยรู้จักกันมากเท่าไหร่เพราะยังขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดีหรือไม่ก็บางท่านอาจจะรู้จักแต่ยังไม่โอกาสได้ไปท่องเที่ยวเพราะส่วนใหญ่จะไปท่องเที่ยวสถานที่อื่นของจังหวัดตรังมากกว่า

หลุมดำตั๋วสำหรับการเดินทาง ตอนที่ 2

เมื่อตอนที่แล้วได้นำเสนอแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ อย่าง ไอนสไตน์ ที่ได้ศึกษาหลุมดำในสมัยก่อน โดย ไอนสไตน์ ให้ความเห็นว่าหลุมดำไม่สามารถใช้ในการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้เนื่องมากจากสภาพของแรงดึงดูดที่จะทำลายทุกอย่างอีกทั้งการเปิดปิดของหลุมดำนั้นมีเวลาเพียงอันสั้น เมื่อใครเขาไปแล้วจะถูกบดขยี้จนสลายไป แต่สำหรับนักดาราศาสตร์ที่เขียนหนังสือ A novel Contact และนำมาผลิตเป็นภาพยนตร์ได้นำเสนอของหลุมดำอีกในแง่มุมหนึ่งว่ามันสามารถเป็นตั๋วสำหรับการเดินทางที่เราไม่อาจจะได้ทางไปถึงได้เมื่อใช้ความเร็วเท่ากับแสงก็ตาม

นักวิทยาศาสตร์เริ่มนำแนวคิดของหนังเรื่องนี้มาศึกษาอย่างจริงจัง และค้นหาว่าหลุมดำที่มีอยู่ในจักวาลนั้นจะมีสักอันไหมที่จะแตกต่างจากแนวคิดของ ไอนสไตน์ ที่ใช้ในการเดินทางได้ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้นำสูตรคำนวณทฤษฏีสัมพันธ์ภาพมาใช้ในการค้าหาสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันนอกอวกาศ ซึ่งการค้นหาของนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะต้องพยายามค้นหาหลุมดำที่ไม่สูญหายและทำให้มันเปิดอยู่ตลอดเวลาอีกทั้งยังต้องป้องกันจากการบีบตัวของมันอีกด้วย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ มิชิโอะ คากุ ได้ให้ข้อมูลว่า ถ้าจะทำให้มันเป็นแบบนั้นได้จะต้องมีสสารบางอย่างซึ่งเป็นสสารลบ เป็นสสารพิเศษที่เป็นสสารใหม่ ที่จะทำให้หลุมดำอยู่ตัว ไม่ปิดลง และนักวิทยาศาสตร์ มิชิโอะ คากุได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สสารที่เสนอดังกล่าวนั้น อาจจะไม่มีอยู่จริงเพราะเป็นสสารที่ต่อต้านแรงดึงดูด ซึ่งแทบจะจินตนาการณ์ไม่ได้ว่าเป็นอย่างไร แต่ถ้าสามารถค้นหา หรือทดลองได้ มันก็จะเป็นกุญแจที่ไขปริศนาในการเดินทางภายในหลุมดำด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามแนวคิดการเดินทางด้วยหลุมดำ มันทำให้บุคคลที่ชื่นชอบวิทยาศาสตร์ได้เข้ามาศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง เพราะถ้ามันเกิดขึ้นจริงบนโลกของเราได้ มนุษย์ก็สามารถสร้างสถานีรถไฟฟ้าบนโลกที่ให้เดินทางผ่านหลุมดำจากกาแล็คซี่ที่เราอยู่ไปยังอีกกาแล็คซี่หนึ่งได้ โดยใช้เวลาในการเดินทางไม่นาน

ที่มาของรูปภาพ : wikimedia.org

อยากมีบทความดี ๆ แบบนี้ สั่งซื้อเลย รับเขียนบทความ 1000content.com

หลุมดำตั๋วสำหรับการเดินทาง ตอนที่ 1

หลายสิบปีที่ผ่านมาเราจะได้ยินเกี่ยวกับหลุมดำหรือรูหนอนบ่อยมากในช่วงที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นจากหนัง หนังสือ หรือ นวนิยายวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีคนให้ความรู้เกี่ยวกับหลุมดำว่ามันสามารถเดินทางไปยังอีกมิติหรือเป็นเส้นทางที่จะเดินทางไปอีกจักวาลหนึ่งด้วงเวลาอันรวดเร็ว ไม่รู้ว่าหลุมดำ หลุมขาว หรือรูหนอนที่ได้ยินกันนี้ จะเป็นเรื่องจริงหรือเป็นนิยายที่แต่งขึ้นมา ก็ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนั้นได้ศึกษาอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพื่อจะพิสูจน์ว่ามันมีอยู่จริงในจักรวาลใบนี้

ในจักรวาลเป็นที่ที่มีสิ่งต่างๆที่ไม่คาดคิดและมีความเป็นไปได้เกี่ยวกับการจินตนาการของมนุษย์อย่างเช่น สิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลก การเดินทางผ่านรูหนอน มีมิติอีกฝั่ง เป็นต้นสิ่งเหล่านี้ไม่อาจจะสามารถรู้ได้เลยว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่ แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้เข้ามาศึกษาก็พบเจอหลักฐานหลายอย่างที่ทำให้รู้ว่าสิ่งที่มนุษย์จินตนาการณ์นั้นอาจจะมีอยู่จริง เช่นเดียวกับการศึกษาหลุมดำ ที่มีหลักฐานถึงจะยังไม่แน่ชัดแต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีหลุมดำอยู่ในจักวาลแห่งนี้ ในทฤษฏีของหลุมดำ นักวิทยาศาสตร์ให้ความเชื่อว่า หลุมดำคือจุดเชื่อมต่อทางเข้าและทางออกที่อยู่ตามส่วนต่างๆของจักรวาล ซึ่งทฤษฏีนี้เกิดจากนักวิทยาศาสตร์ ไอนสไตน์ และเพื่อนของเขาได้ศึกษาคำนวณสูตรคณิตศาสตร์ในทางการเชื่อมต่อของทฤษฏีสัมพันธ์ภาพ จนเกิดมาเป็น สะพานไอน์สไตน์-โรเซน (Einstein-Rosen Bridge) หรือหลุมดำนั้นเอง

หลุมดำคือพื้นที่ว่างเปล่าในอวกาศที่มีแรงดึงดูดมหาศาล สามมารถดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างได้แม้แต่แสงก็ไม่รอดพ้นจากการดูดของมันและไม่สามารถจะสลัดจากแรงดึงดูดของมันออกมาได้และมันก็จะทำลายทุกสิ่งทีมันดูดลงไปด้วย ไอนสไตน์กล่าวว่ามันไม่สามารถมารถใช้ในการเดินทางได้ แต่สำหรับในวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ให้ข้อคิดว่าหลุมดำสามารถใช้ในการเดินทางจากอวกาศหนึ่งไปยังอีกอวกาศหนึ่งได้ โดยมีการนำเสนอด้วยรูปแบบหนังวิทยาศาสตร์เรื่อง Contact ที่อิงจากหนังสือดาราศาสตร์ของ Carl Sagan

ที่มาของรูปภาพ : highpick.com

อยากมีบทความดี ๆ แบบนี้ สั่งซื้อเลย รับเขียนบทความ 1000content.com

หลุมดำปีศาจร้ายในจักวาล

หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับหลุมดำในอวกาศมาพอสมควร อาจจะเคยได้ยินมาว่ามันสามารถพาเดินทางจากจุดที่ห่างไกลหลายล้านปีแสงได้เพียงแค่กระพริบตา เหมือนกับการหายตัว ซึ่งอันที่จริงแล้วหลุมดำคือมวลสสารชนิดหนึ่งที่มีน้ำหนักมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 100 เท่า และมีแรงโน้มถ่วงทีมีพลังมหาศาลสามารถดูดกลืนทุกอย่างที่โครอยู่ใกล้หลุมดำแม้กระทั้งแสงหลุมดำก็ดูดกลืนไปได้ เมื่อถูกดูดเข้าไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะไปโพล่ที่ไหน

ทำไมหลุมดำ (Back Hole) ถึงเป็นปีศาจร้ายในจักวาล เนื่องจากหลุมดำเป็นมวลสสารประหลาดที่สามารถดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปและสามารถดูดจักวาลทั้งจัดวาลได้ ในสมัยก่อนหลุมดำอาจจะเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากการสันนิษฐานของนักวิทยาศาสตร์ แต่จากหลักฐานตามที่นักวิทยาศาสตร์ได้คนพบเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว จากกล้องโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในประเทศชิลี เป็นภาพที่หลุมดำขนาดใหญ่กำลังกลืนกินดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในกลุ่มดาวอะคีลา มันสามารถทำให้เกิดจุดจบของดาวดวงนั้นไปอย่างไม่มีการย้อนกลับ อีกทั้งมันยังมีความสามารถทำให้ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ต่างๆหายไปอย่างรวดเร็ว ว่าง่ายๆมันคือจุดจบของสรรพสิ่งบนจักวาล ถึงแม้หลุมดำมันจะปีศาจที่ค่อยทำลายล้างทุกอย่างที่มีอยู่ในจักวาล แต่มันก็ยังเป็นกลไกลที่ก่อให้เกิดจักวาลได้ด้วย นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่สันนิษฐานว่าหลุมดำจะเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างจักรวาล หรือจักรวาลคู่ขนาน

สำหรับในปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับหลุมดำค่อนข้างละเอียดเป็นอย่างมาก เนื่องจากการศึกษาของหลุมดำทำให้นักวิทยาศาสตร์นั้น เปลี่ยนแนวความคิดในการกำเนิดจักวาล อาจจะจะไม่ใช้การเกิดระเบิดครั้งใหญ่แต่เป็นเพราะมาจากหลุมดำที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล ก่อให้เกิดแรงดึงดูดระหว่างดวงดาวซึ่งกันและกัน แต่ข้อสันฯษฐานนี้ ก็ยังต้องได้รับการยืนยันหรือมีหลักฐานที่ชัดเจนมากขึ้น ถึงแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะมองว่ามันมีประโยชน์ในการเดินทางแต่ ก็ยังเชื่อว่าหลุมดำหรือ Back Hole เป็นปีศาจที่ร้ายที่สุดในจักวาลเลยทีเดียว

ที่มาของรูปภาพ : s-media-cache-ak0.pinimg.com

อยากมีบทความดี ๆ แบบนี้ สั่งซื้อเลย รับเขียนบทความ 1000content.com

หลักฐานชิ้นสำคัญบนดาวอังคาร

การสำรวจบนดาวอังคารขององค์การ นาซ่า ยังมีมาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะได้หลักฐานบ้างส่วนมาแล้วแต่ก็ยังไม่ชัดเจนเท่าทีควร ยังจะต้องมีการสำรวจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้หลักฐานชิ้นใหม่เพื่อที่จะบอกว่าบนดาวอังคารนั้นมีสิ่งมีชีวิตอยู่หรือสามารถนำสิ่งมีชีวิตบนโลกไปเจริญเติบโตที่นั้นได้ เมื่อหลายสิบปีก่อน คำตอบของคนทั่วไปสำหรับการถามว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารหรือไม่ คำตอบที่ได้จะเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มี

ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบไม่ใช่เรื่องใหม่ของนักวิทยาศาสตร์  แต่ก็เกิดความสงสัยว่าแล้วทำไมหลักฐานที่ได้จากการส่งยานออกไปสำรวจดาวอังคารนั้น จึงคล้ายเหมือนว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารอยู่ด้วย  แต่สำหรับหลักฐานชิ้นสำคัญครั้งล่าสุดได้บอกว่า มีสิ่งมีชีวิตอยู่จริงที่นั้นคือ เชื้อแบคทีเรียต่างๆที่อยู่บนดาวอังคาร ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เจอสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารตัวเป็นๆเหมือนมนุษย์โลก แต่เชื้อแบคทีเรียที่พบก็พิสูจน์ได้ว่า สิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร มีอยู่จริง ด้วยเชื้อแบคทีเรียที่คล้ายกับเชื้อแบคทีเรียที่อยู่น้ำพุร้อนในทะเลที่ลึกลงไปถึง 5 กิโลเมตร เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตมาตั้งแต่ยุคแรกก่อนที่จะวิวัฒนาการเกิดเป็นมนุษย์เสียอีก แล้วสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อยู่บนดาวอังคารได้อย่างไร ย้อนไปเมื่อปี ค.ศ. 2006 ขณะที่นักวิทยาศาสตร์กำลังโต้เถียงกันเรื่องการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารอาจจะเกิดจากสายฟ้า หรือ ไฟฟ้า ขึ้นมาก็เป็นได้ แต่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งไม่เชื่อว่าบนดาวอังคารมีสายฟ้า จนกระทั่งยานสำรวจที่ส่งขึ้นไปส่งภาพเคลื่อนไหวกลับมาเป็นสายฟ้าแห้งคล้ายกับไฟฟ้าสถิต ซึ่งประจุของสายฟ้าเหล่านี้อาจจะทำให้เกิดแบคทีเรียหรือสิ่งมีชีวิตขึ้นได้ อย่างกรดอะมิโนซึ่งเป็นสสารทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตในน้ำขึ้น

ในตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ได้รู้แล้วว่าเชื้อแบคทีเรียที่อยู่บนดาวอังคารนั้นเป็นชนิดใด ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการสำรวจดาวอังคารต่อไป แต่ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าเชื้อแบคทีเรียที่พบเจอนั้น จะสามารถวิวัฒนาการมาเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์หรือเปล่า หรือจะหายไปพร้อมกับสภาพถูมิอากาศของดาวอังคารที่ขึ้นลงอย่างเฉียบพลัน สำหรับหลักฐานชิ้นสำคัญนี้ ก็บ่งบอกได้เลยว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารจริงๆ

ที่มาของรูปภาพ : theskepticsguide.org

อยากมีบทความดี ๆ แบบนี้ สั่งซื้อเลย รับเขียนบทความ 1000content.com

แสงออร่าที่ปรากฏบนโลกเกิดจากอะไร

สำหรับใครที่อชอบเรื่องวิทยาศาสตร์ คงเคยได้ดูสารคดีเกี่ยวแสงประหลาดที่เกิดขึ้นอยู่บริเวณขั้วโลกเหนือมาบ้างแล้ว เป็นแสงสีเขียวพลิ้วไหวคล้ายเปลวไฟ มีแนวทอดยาวอยู่บนท้องฟ้าเหนือบนประเทศนอเวย์  มีความยาวประมาณ 200 กิโลเมตร เราเรียกแสงที่เกิดขึ้นนี้ว่า “แสงออร่า” หรือ “แสงออโรรา” โดยจะพบอยู่บริเวณขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้เท่านั้น

แสงออร่าเกิดจากอนุภาคพลังงานแสงขนาดเล็กจากดวงอาทิตย์ที่เดินทางมายังโลกของเราและกระทบลงบนสนามแม่เหล็กของโลกทั้งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ทำให้เกิดแสงพลิ้วไหวเหมือนเปลวไฟบนชั้นบรรยากาศ เนื่องจากชั้นบรรยากาศของโลกเราประกอบไปด้วยแก็ซต่างๆเป็นจำนวนมาก ทำให้แก๊ซเหล่านั้น เป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เกิดแสงออร่าขึ้น บวกกับพลังงานของคลื่นแม่เหล็กบนโลกที่กระจายอยู่บรเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้มา กระทบกับแก๊ซต่างๆเช่น แก็ซฮีเลียมที่ทำให้อนุภาคของแสงกลายเป็นแสงสีม่วง แก็ซนีออนทำให้เกิดแสงสีส้ม แก็ซไฮโดรเยนทำให้เกิดแสงสีฟ้า เป็นต้น จึงทำให้เราสามารถเห็นแสงออร่าจากประเทศที่อยู่ใกล้บริเวณขั้วโลกอย่างนอร์เวย์ได้

ในขณะที่ประเทศอื่นนั้นจะมองเห็นแสงออร่าได้ จะต้องเป็นประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร และจะต้องเกิดพายุสุริยะทีมีความรุนแรงมากพอจากดวงอาทิตย์เดินทางมากระทบกับคลื่นแม่เหล็ก ทำให้ประเทศแถบเหล่านั้นสามารถมองเห็นแสงออร่าได้เช่นเดียวกัน แต่ในกรณีพายุสุริยะที่เกิดขึ้นจะมีข้อเสียสำหรับโลกของเรา คือ พายุสุริยะจะส่งคลื่นสัญญาณรบกวนระบบการสื่อสาร ระบบไฟฟ้า ทำให้ไม่สามารถงานได้ จะทำให้โลกเกิดความเสียหายตามมา และมันเคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2532 ในประเทศแม็กซิโก ครั้งนั้นคนในประเทศนั้นสามารถมองเห็นแสงออร่าได้อย่างชัดเจนแต่ต้องแลกด้วยกับไฟดับเป็นเวลา 9 ชั่วโมง แต่พายุสุริยะในตอนนั้นยังไม่มีความรุนแรงมากเท่าไร จึงไม่สามารถก่อให้สัญญาณวิทยุบนโลกเสียหายได้

อย่างไรก็ตามแสงออร่าที่เกิดขึ้นอยู่ ณ ปัจจุบันก็เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ทำให้มนุษย์อยากจะเดินทางไปดูให้เห็นกับตาด้วยต้นเองสักครั้ง

ที่มาของรูปภาพ : 1.bp.blogspot.com

อยากมีบทความดี ๆ แบบนี้ สั่งซื้อเลย รับเขียนบทความ 1000content.com